มุยเน่ ทะเลทรายในฝัน

IMG_9255

สำหรับฉัน การเดินทางเหมือนกับได้เปิดสายตาออกไปสู่โลกกว้าง ได้สัมผัสประสบการณ์ที่แปลกและแตกต่างไปจากเดิม ได้พบผู้คนหน้าใหม่ๆในสถานที่ใหม่ๆ ได้สัมผัสวีถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่เหมือนที่เคยได้พบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ฉันจึงบอกกับตัวเองเสมอว่ามันถึงเวลาที่สมควรจะออกไปต่างถิ่น ต่างแดน หรือออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้แล้ว ด้วยวิถีแบบบ้านบ้าน นั่นคือ การเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง หรือรถที่ชาวบ้านเขาใช้กัน

และนั่นคือสิ่งที่ฉันสามารถทำได้ แม้รู้ว่าตัวเองสามารถเดินทางได้สบายๆง่ายๆ ด้วยเครื่องบิน แต่ส่วนลึกของหัวใจบอกให้ไปด้วยสองเท้า สองล้อ และสี่ล้อที่เหยียบบนผืนดิน ดีกว่าการล่องลอยอยู่กลางอากาศ เปล่าเลย ฉันไม่ได้กลัวการตกเครื่องบิน แต่ฉันอยากสัมผัสวิธีชีวิตผู้คนแบบบ้านบ้าน เดิมเดิม และทำตัวติดดินตามนิสัยของตัวเองมากกว่า การเดินทางด้วยรถทัวร์ รถตู้ หรือแม้แต่รถเครื่อง รถจักรยาน ก็เลยเริ่มต้นขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนามนี้เองค่ะ

Advertisements

ทะเลในฝันของฉัน

 

IMG_1502

ความฝันในการเดินทางท่องเที่ยวของฉัน มันเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม 6 เด็กตัวน้อยๆอย่างฉันได้มีโอกาสเห็นทะเลครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 12 ปี เนื่องจากโรงเรียนได้จัดให้มีการเข้าค่ายทัศนศึกษานอกสถานที่ เป็นการเดินทางไปเปิดหูเปิดตาเป็นครั้งแรก จำความรู้ตื่นเต้นที่ได้เห็นทะล มันช่างกว้างใหญ่ไพศาล น้ำทะเลเป็นสีฟ้า ทรายเนื้อละเอียด ลมพัดแรง การได้ยินเสียงน้ำทะเล เสียงคลื่นซัดฟัง มันให้ความรู้สึกที่ดีงามมากที่สุด ได้ค้างริมทะเล 1 คืน โดยเด็กนักเรียนทุกคนจะพักในวัดเนรัญชราราม อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

ฉันจำได้ว่าตกกลางคืน มีการละเล่นรอบกองไฟ โดยมีฉากของทะเลในยามค่ำอยู่ไกลๆ ฉันจะต้องรำไทย แต่ครูที่ฝึกรำให้ฉันพากันส่ายหน้า เหนื่อยใจที่จะหัดให้ฉันฟ้อนรำอย่างอ่อนช้อย เพราะนิ้วของฉันแข็งโป๊ก ตัวแข็งทื่อ เหมือนหุ่นยนต์เสียมากกว่า จึงถูกจัดให้รำอยู่หลังสุด ซึ่งฉันก็ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ เพราะรู้ตัวเองดีว่ารำไม่ได้เรื่อง และไม่มีใจรักงานแสดงเอาเสียเลย

บ้านลี้ลับของฉัน

 

DSCN0622

ช่วงวัยเด็กเป็นช่วงวัยที่ฉันมีภาพความทรงจำหลายเหตุการณ์ที่ฉันจดจำได้ไม่ลืมเลือน ทุกคนในบ้านจะมองว่าฉันเป็นเด็กเงียบ จับวางตรงไหนก็จมปุ๊กอยู่ตรงนั้น เลี้ยงก็ง่าย ไม่มีปัญหาซุกซนอะไรมาก พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในบ้านไม่ต้องใส่ใจดูแลอะไรนัก บรรยายมาอย่างนี้รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งใช่ไหม ก็ไม่นะ อาจมีบ้าง ตรงที่ฉันไม่สามารถพูดจาสื่อสารอะไรให้คนรอบข้างเข้าใจว่าบางครั้งฉันก็อยากให้คนสนใจ โดยเฉพาะแม่ จึงได้แต่ร้องไห้แบบไม่มีน้ำตา ร้องไห้แบบแห้งๆ คือ ไม่ได้ถูกมดกัด แมลงต่อย หรือเจ็บป่วยเป็นอะไรหรอก เป็นเพราะอยากเรียกร้องให้แม่หันมามองฉันบ้าง พูดกับฉันบ้าง หยอกล้อฉันเล่นบ้าง แต่กลับไม่มีเลยสักครั้ง ฉันไม่ได้รับการตอบสนองกลับมาเลย

ความรู้สึกของฉันรับรู้อยู่ว่าแม่ยุ่งและวุ่นวายอยู่กับการทำมาหากินตัวเป็นเกลียว ซึ่งสมัยนั้นก็คือ อาชีพทำน้ำตาลมะพร้าว วันๆแม่ก็จะอยู่หน้าเตาเคี่ยวน้ำตาล ไม่มีเวลาหันมาดูฉันเลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็ไม่เป็นไรดูเหมือนฉันจะไม่ได้รู้สึกน้อยใจอะไรนัก เมื่อฉันแสดงปฏิกิริยาเรียกร้องความสนใจแล้วแม่ไม่หันกลับมา ฉันก็หมดความพยายามไปเอง คือ จะเงียบและสำรวจสิ่งรอบข้างแทน สิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ และทำให้ฉันรู้สึกว่าชีวิตในช่วงวัยเบบี๋ยังมีอะไรที่น่าดู น่าสนใจ